1. บัตรเครดิต เงินในอนาคตที่มาพร้อม "ค่าธรรมเนียมความสุข" มหาศาล
สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาว ToolThaiD กลับมาพบกับ LuMoo ใน EP.5 ครับ วันนี้เราจะคุยเรื่องที่ "ขม" กว่ากาแฟ แต่ "จริง" ยิ่งกว่านิยาย นั่นคือเรื่อง "หนี้บัตรเครดิต" ครับ
คุณเคยรู้สึกไหมครับว่า บัตรเครดิตในกระเป๋ามันมีพลังวิเศษ? แค่รูดปื๊ด... ของที่อยากได้ก็มาอยู่ตรงหน้าทันที มันเหมือนเรามี "เงินสำรอง" ที่หยิบมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้ แต่ความจริงที่เจ็บปวดคือ บัตรเครดิตไม่ใช่เงินของคุณครับ แต่มันคือการ "ยืมเงินในอนาคต" ของตัวเองมาใช้ โดยมีสถาบันการเงินเป็นคนกลางที่รอเก็บ "ค่าธรรมเนียมความสะดวก" ในรูปแบบของดอกเบี้ยที่โหดหินที่สุดอย่างหนึ่งในระบบการเงิน
หลายคนเริ่มจากการรูดเพื่อแต้มสะสม รูดเพื่อส่วนลด หรือรูดเพื่อ "หมุนเงิน" ชั่วคราว แต่พอสิ้นเดือนมา ยอดบิลที่สูงลิ่วกลับทำให้เราไม่กล้ากดจ่ายยอดเต็ม สุดท้ายเราก็เลือกทางออกที่ดูเหมือนจะใจดีที่สุดที่ธนาคารยื่นให้ นั่นคือการกดปุ่ม "จ่ายขั้นต่ำ"... ซึ่งนั่นแหละครับ คือก้าวแรกของการเดินลง "นรกทางการเงิน" ที่หลายคนใช้เวลาทั้งชีวิตก็ยังปีนกลับขึ้นมาไม่ได้
2. กับดัก "จ่ายขั้นต่ำ" จ่ายเท่าไหร่... ทำไมหนี้ไม่ลด?
เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมธนาคารถึง "ใจดี" ยอมให้เราจ่ายแค่ 5% หรือ 8% ของยอดหนี้ทั้งหมดก็ได้? คำตอบง่ายๆ คือ "เพราะเขารู้ว่าคุณจะไม่มีวันหลุดพ้นจากวงจรนี้" ไงครับ การจ่ายขั้นต่ำคือสวรรค์ของเจ้าหนี้ แต่คือฝันร้ายของผู้กู้ที่แท้จริง
ลองจินตนาการว่าคุณกำลังเดินบนสายพานที่หมุนย้อนกลับครับ การจ่ายขั้นต่ำคือการเดินด้วยความเร็วที่ "เกือบจะ" เท่ากับสายพาน คุณใช้แรง (จ่ายเงิน) ทุกเดือน แต่ตัวคุณยังอยู่ที่เดิม (หนี้ไม่ลด) ดอกเบี้ยบัตรเครดิตบ้านเราอยู่ที่ประมาณ 16% ต่อปี และถ้าเป็นบัตรกดเงินสดนี่พุ่งไปถึง 25% เลยนะครับ!
ความน่ากลัวของมันอยู่ที่ "วิธีคิดดอกเบี้ยแบบรายวัน" ครับ ทุกวินาทีที่เงินหนี้ยังค้างอยู่ในระบบ ดอกเบี้ยมันกำลัง "งอก" ออกมาตลอดเวลา เมื่อคุณจ่ายขั้นต่ำ เงินก้อนนั้นจะถูกเอาไป "ตัดดอกเบี้ย" ก่อนเป็นอันดับแรก เหลือเศษเงินเท่าไหร่ถึงจะค่อยเอาไป "ลดเงินต้น" ผลที่ตามมาคือเงินต้นลดลงแค่นิดเดียว แต่ดอกเบี้ยใหม่ของเดือนหน้าก็คำนวณจากเงินต้นที่ยังเหลือมหาศาลอยู่ดี สุดท้ายคุณจะพบว่าตัวเองจ่ายเงินไปรวมๆ แล้วมากกว่ายอดหนี้จริงหลายเท่าตัว แต่ยอดหนี้กลับแทบไม่ขยับเลย นี่แหละครับที่เขาเรียกว่า "หนี้เป็นอมตะ" ของจริง
3. เลิกนั่งกลุ้ม แล้วมากางแผน "ผ่าตัดหนี้" ด้วยตัวเลขจริง
แทนที่จะนั่งเครียดจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ หรือนั่งภาวนาให้ถูกหวยมาปลดหนี้ ผมว่าเรามาเปลี่ยนความกลัวให้กลายเป็น "แผนการ" ที่จับต้องได้ดีกว่าครับ การแก้หนี้ที่ฉลาดที่สุดคือการรู้ว่าเรา "ยืนอยู่จุดไหน" และต้อง "เดินอีกไกลเท่าไหร่" ถึงจะถึงเส้นชัย
ผมอยากให้ทุกคนลองใช้ โปรแกรมคำนวณปิดหนี้บัตรเครดิต ที่เราตั้งใจเขียนโค้ดขึ้นมาเพื่อเป็น "กระจกสะท้อนความจริง" ให้กับทุกคน เครื่องมือตัวนี้จะบอกคุณในสิ่งที่คุณไม่อยากได้ยิน แต่จำเป็นต้องรู้
- ตาสว่างด้วยยอด "ดอกเบี้ยที่เสียฟรีๆ" ระบบจะแยกให้เห็นเลยครับว่า จากเงินที่คุณอุตส่าห์ทำงานตัวเป็นเกลียวมาจ่ายทุกเดือนนั้น เป็นเงินต้นจริงๆ เท่าไหร่ และเป็นดอกเบี้ยที่คุณยกให้ธนาคารไปฟรีๆ เท่าไหร่ (เห็นตัวเลขแล้วอาจจะอยากเลิกรูดบัตรถาวรเลยครับ!)
- นัดวัน "ปลดอิสรภาพ" คุณจะได้รู้ชัดๆ ว่าถ้ายังจ่ายยอดเท่าเดิมอยู่แบบนี้ อีกกี่ปีหนี้ถึงจะหมด? 3 ปี? 5 ปี? หรือ 10 ปี?
- สัญญาณไฟเตือนภัย ถ้าแผนการจ่ายของคุณมัน "ตึง" เกินไปจนชาตินี้ไม่มีวันหมดหนี้ หรือต้องผ่อนยาวนานเกิน 3 ปี ระบบจะขึ้น "สถานะน่าเป็นห่วง" (สีแดง) เพื่อดึงสติให้คุณต้องรีบหาทาง "โปะ" เพิ่ม หรือปรับโครงสร้างหนี้ด่วน
จำไว้นะครับว่า "ตัวเลขไม่เคยโกหกใคร" เมื่อเราเห็นความจริงตรงหน้า เราถึงจะเริ่มวางแผนสู้กับมันได้อย่างถูกต้องครับ
4. ลองเปลี่ยน "ตัวเลข" แค่นิดเดียว... ชีวิตเปลี่ยนได้มหาศาล
เทคนิคที่ผมอยากให้ทุกคนลองทำหลังจากกรอกยอดหนี้ใน โปรแกรมคำนวณปิดหนี้บัตรเครดิต ไม่ใช่แค่การดูว่าเมื่อไหร่จะหมดหนี้ครับ แต่คือการลองทำ "What-If Analysis" หรือการตั้งคำถามกับตัวเองว่า "ถ้าฉันยอมตัดใจ ลดค่ากาแฟ หรือค่าปาร์ตี้ แล้วเพิ่มยอดผ่อนอีกนิด ผลจะเปลี่ยนไปแค่ไหน?"
ลองทำตาม 3 สเต็ปนี้ดูครับ แล้วคุณจะเห็นปาฏิหาริย์ของตัวเลข
- สเต็ปแรก (ความจริงที่เจ็บปวด) กรอกยอดที่ "จ่ายขั้นต่ำ" อยู่ปัจจุบันลงไป แล้วดูว่าระบบขึ้น "สถานะน่าเป็นห่วง" (สีแดง) หรือเปล่า? และต้องผ่อนอีกกี่สิบปีถึงจะจบ?
- สเต็ปสอง (ลองสู้) ลองเพิ่มยอดผ่อนดูครับ สมมติจากเดิมจ่าย 2,000 ลองเปลี่ยนเป็น 2,500 หรือ 3,000 ดูสิครับ แล้วสังเกต "ยอดดอกเบี้ยรวม" ที่ลดลง คุณจะพบว่าเงินที่เพิ่มขึ้นแค่หลักร้อย อาจช่วยให้คุณประหยัดเงินดอกเบี้ยที่จะเสียฟรีๆ ไปได้หลายหมื่นบาท และลดเวลาผ่อนไปได้หลายปีเลยทีเดียว!
- สเต็ปสาม (แผนฉุกเฉิน) หากลองเพิ่มยอดเท่าไหร่สถานะก็ยังเป็น "สีแดง" อยู่ นั่นคือสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดครับ แปลว่าคุณควรพิจารณา "รวมหนี้" (Debt Consolidation) หรือหาแหล่งเงินกู้ที่ดอกเบี้ยต่ำกว่า (เช่น สินเชื่อบุคคลที่ดอกเบี้ย 9-12%) เพื่อมาปิดยอดบัตรที่ดอกเบี้ย 16-25% ทันที
เทคนิคลับ ใครที่กำลังกังวลเรื่องสถานะในโปรแกรม แนะนำให้กดปุ่ม "บันทึกแผนเตือนใจ" เก็บไว้เป็นหน้าจอโทรศัพท์เลยครับ ทุกครั้งที่มือมันสั่นอยากจะหยิบบัตรออกมารูดซื้อของที่ "ไม่จำเป็น" ให้เปิดรูปนี้ดูครับ ตัวเลขดอกเบี้ยสีแดงๆ จะช่วยดึงสติคุณกลับมาได้ดีกว่าคำเตือนของใครทั้งโลกแน่นอน!
บทสรุป ปลดล็อกพันธนาการ เพื่อชีวิตที่เบาขึ้น
สุดท้ายนี้ ผมอยากให้ทุกคนจำไว้ว่า "หนี้บัตรเครดิตไม่ใช่เครื่องประดับ และไม่ใช่ตราบาป" มันเป็นเพียงบททดสอบทางการเงินบทหนึ่งที่เราเผลอเดินพลาดเข้าไป แต่เชื่อเถอะครับว่าไม่มีหลุมไหนที่ลึกเกินกว่าจะปีนขึ้นมาได้ ถ้าเรามีสติและมีเครื่องมือที่ถูกต้อง
ก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการปลดหนี้ ไม่ใช่การมีเงินก้อนโตครับ แต่คือการ "หยุดรดน้ำให้ต้นหนี้มันโต" นั่นคือการงดรูดบัตรเพิ่มในขณะที่กำลังเคลียร์ยอดเก่า และใช้ โปรแกรมคำนวณผ่อนบัตรเครดิต ของเราเป็นเข็มทิศคอยเตือนใจอยู่เสมอ เมื่อคุณเริ่มเห็นยอดหนี้ลดลงทีละนิด คุณจะเริ่มสัมผัสได้ถึงอิสรภาพที่ค่อยๆ กลับมาในชีวิตอีกครั้ง
สำหรับใครที่จัดการหนี้จนเริ่มเห็นทางสว่างแล้ว อย่าลืมมองไปข้างหน้าด้วยนะครับ เมื่อคุณมีเงินเหลือจากการไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยฟรีๆ แล้ว คุณอาจจะมีเงินออมมากพอที่จะไปลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษี ลองแวะไปคำนวณล่วงหน้าได้ที่ โปรแกรมคำนวณภาษี เพื่อดูว่าปีนี้คุณจะประหยัดเงินได้อีกเท่าไหร่ หรือถ้าช่วงไหนที่รู้สึกท้อแท้กับการทำงานหาเงินมาปลดหนี้ ลองเช็กสีเสื้อเพิ่มพลังบวกได้ที่ ตารางสีมงคลประจำวัน เพื่อให้มีกำลังใจในการลุกขึ้นมาสู้ชีวิตในทุกๆ เช้าครับ
ชีวิตที่ไม่มีหนี้ คือลาภอันประเสริฐที่สุดของมนุษย์เงินเดือนครับ ขอให้ตัวเลขในบัญชีของทุกคนกลับมาเป็นสีเขียวโดยเร็วที่สุด! พบกันใหม่ EP. หน้า เราจะไปคุยเรื่อง "เงินที่เราฝากไว้กับรัฐ" ที่หลายคนลืมไปแล้วว่ามีอยู่ นั่นคือเงินบำนาญประกันสังคมนั่นเองครับ
ความคิดเห็น